วิตามินตัวไหนคือสารสังเคราะห์ทางเคมี

น่ารู้จากเภสัชกร

ง่ายๆแค่ 5 ขั้นตอน ก็ทำให้เรารู้ว่าวิตามินตัวไหนคือสารสังเคราะห์ทางเคมี
ง่ายๆแค่ 5 ขั้นตอน ก็ทำให้เรารู้ว่าวิตามินตัวไหนคือสารสังเคราะห์ทางเคมี

ง่ายๆแค่ 5 ขั้นตอน ก็ทำให้เรารู้ว่าวิตามินตัวไหนคือสารสังเคราะห์ทางเคมี

5 ขั้นตอนที่ผมจะบอกต่อไปนี้จะทำให้คุณรู้ว่า วิตามินหรืออาหารเสริมที่คุณจะเลือกมารับประทานเป็นสารสกัดจากธรรมชาติหรือสารสังเคราะห์ทางเคมี โดยปกติบริษัทที่ผลิตอาหารเสริมหลายๆบริษัท ที่ผลิตทั้งในและต่างประเทศ มักจะมีการใช้สารสังเคราะห์ทางเคมี มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตวิตามินและอาหารเสริม เนื่องจากวิตามินที่สกัดจากธรรมชาติมีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าวิตามินที่สังเคราะห์ขึ้นจากสารเคมี ทำให้บริษัทที่ผลิตวิตามินจากสารสกัดจากพืชผักหรืออาหารจากธรรมชาติแบบ 100 % มีน้อยมาก บริษัทที่ทำการผลิตหลายๆบริษัท จึงเลือกผลิตวิตามินจากสารสังเคราะห์ขึ้น วันนี้ ผมนำ 5 ขั้นตอน วิธีการสังเกตง่ายๆ ว่าเป็นวิตามินสังเคราะห์หรือไม่ มาฝากครับ

ขั้นตอนที่ 1 มองที่ฉลากข้างกระปุก มองหาคำว่า “ 100 % Natural” แต่วิตามินจากบางบริษัท อาจใช้คำว่า “Natural” ได้ เพราะว่าตามกฎหมายที่ระบุให้ใช้ได้ ถ้าบริษัทเหล่านั้น นำสารสกัดจากธรรมชาติเพิ่มเข้าไปในสารสังเคราะห์เพียงแค่ 10 % ของประมาณวิตามินทั้งหมด ฉะนั้นเพื่อให้เรามั่นใจว่า เราจะได้ทานวิตามินที่สกัดมาจากธรรมชาติ เราต้องมองหาคำว่า “ 100 % Natural” เท่านั้นครับ เช่น “100 % plant – based ” หมายถึง วิตามินที่สกัดจากพืช 100 เปอร์เซ็นต์ และ “ 100 % animal based ” หมายถึง วิตามินที่สกัดจากสัตว์ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ระบุบนฉลากข้างกล่องหรือขวดวิตามินครับ

ขั้นตอนที่ 2 มองหา การระบุแหล่งที่มาของวัถตุดิบที่นำมาผลิตเป็นวิตามินเหล่านั้น ถ้าข้างฉลากของกระปุกวิตามินไม่ระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่นำมาผลิต ให้เข้าใจได้เลยมา วิตามินเหล่านั้นต้องเป็นสารสังเคราะห์ทางเคมี และ ทริคเล็กน้อยในการดู ว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติหรือไม่ ให้มองหาคำว่า Yeast, Fish, Vegetable หรือ Citrus จะช่วยให้เรามั่นใจในระดับหนึ่งว่ามาจากสารสกัดธรรมชาติ

ขั้นตอนที่ 3 มองหา ส่วนประกอบของวิตามินที่ระบุเป็นชื่อของผักผลไม้หรืออาหารจากธรรมชาติ แทนที่การระบุเป็นชื่อของวิตามินเลย เช่น Acerola cherry powder ซึ่งเป็นสารที่ให้ Vitamin C ซึ่งถ้าระบุว่า Vitamin C ที่ข้างกระปุกเลย แสดงว่า วิตามินตัวนั้นเป็นสารสังเคราะห์ทางเคมีครับ

ขั้นตอนที่ 4 มองหารูปแบบชื่อของวิตามินข้างกระปุก โดยทั่วไปแล้ววิตามินที่สังเคราะห์ทางเคมี จะไม่ค่อยมีความคงตัวเท่ากับวิตามินที่พบในผักผลไม้ตามธรรมชาติ วิตามินสังเคราะห์ จึงต้องมีการเติมสารต่างๆเข้าไป เพื่อให้วิตามินที่สังเคราะห์ขึ้นมีความคงตัว ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากฉลากของวิตามินนั้น ๆ โดยให้สังเกตคำเหล่านี้ ที่ลงท้ายต่อจากชื่อวิตามินต่างๆ เช่น Acetate, Bitartate, Chloride, Gluconate, Hydrochloride, Nitrate, Succinate เป็นต้น ถ้าเห็นคำเหล่านี้ข้างกระปุกวิตามินและอาหารเสริม แต่คนขายยังบอกว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ง่ายๆ ขั้นตอนต่อไปคือ รีบจบบทสนทนา แล้วไปทำอย่างอื่นดีกว่านะครับ

ขั้นตอนที่ 5 สุดท้ายละ ปริมาณวิตามินที่ระบุต่อ 1 เม็ดหรือแคปซูลที่มากเกินจริง เช่น 1 แคปซูลประกอบด้วยวิตามินนั้นๆ 10,000 มิลลิกรัม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่ผักผลไม้หรือแหล่งอาหารอื่นๆจากธรรมชาติ จะสกัดออกมาเป็นวิตามินและใส่ลงไปในเม็ดหรือแคปซูลได้เพียงใน 1 แคปซูล (หรือแม้แต่สารสังเคราะห์ทางเคมี ก็ไม่สามารถที่จะใส่เข้าไปหมดนะครับ) ถ้าเราไปซื้อแล้วเห็นโฆษณา ไม่ว่าใครเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม บอกได้เลยว่า หลอกลวงชัดๆ ไม่มีบริษัทไหนลงทุนด้วยเทคโนโลยีขนาดสูง แล้วสกัดสารต่างๆจากธรรมชาติใส่ลงในเม็ดยาเม็ดเดียว แล้วออกมาจำหน่ายในราคาเม็ดไม่กี่บาทหรอกครับ ข้อนี้บอกได้ทั้งว่า ไม่ใช่สารสกัดจากธรรมชาติ และสารสังเคราะห์ก็ใส่ได้ไม่ถึงขนาดนั้นครับ

สรุปนะครับ วิตามินและอาหารเสริมที่มีคุณภาพสูง ส่วนใหญ่สกัดมาจากพืชผักหรือสัตว์ตามธรรมชาติ ซึ่งจะออกออกฤทธิ์และให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเต็มที่ แต่วิตามินที่สังเคราะห์ขึ้นจากสารเคมี นอกจากจะแทบไม่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายระยะยาวได้ครับ และไม่จำเป็นว่าจะต้องมีอย่างที่ผมกล่าวมาทั้ง 5 ข้อนะครับ แค่ข้อใดข้อหนึ่งก็เป็นวิตามินจากการสังเคราะห์แล้วครับ

ภก.พงษ์ศักดิ์ สง่าศรี

Comments