9 วิธีหลีกเลี่ยง Office Syndrome

9 วิธีหลีกเลี่ยง Office Syndrome

9 วิธีหลีกเลี่ยง Office Syndrome

9 วิธีหลีกเลี่ยง Office Syndrome

โรคร้ายหลายอย่างเกิดจาก Office Syndrome ที่มาจากกรำงานหนัก อาทิ ปวดล้าเมื่อยไหล่สารพัด จนกระทั่งลุกลามเป็นการปวดศีรษะ เส้นเลือดในสมองตีบ ฯลฯ สารพัดที่น่ากลัว ถ้าจะหลีกให้ไกล ต้องรู้จักวิธีการบริหารจัดการความเครียดในการทำงาน ไม่ว่าจะขณะกำลังทำงาน หรือช่วงวันหยุดที่ต้องยกงานออกจากสมอง เพื่อให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้มีความสุขกับการทำงานได้มากขึ้น
1. ดื่มน้ำอุ่น
หัดดื่มน้ำอุ่น เพราะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ช่วยขับสารพิษที่สะสมในร่างกาย สาเหตุอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดหัว เจ็บตามส่วนต่างๆ ที่สำคัญ น้ำอุ่นยังช่วยระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดรอยเหี่ยวย่น
2. ออกจากหน้าจอคอมพ์
ลดละการใช้คอมพิวเตอร์ทุกๆ 20 นาที คลายกล้ามเนื้อสายตาด้วยการมองไกลๆ 20 วินาที เวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์เราจะกะพริบตาน้อยลงกว่าปกติ 5 เท่า ทำให้เกิดตาแห้งได้ ถ้าเป็นต้องหยอดน้ำตาเทียม (มีขายในร้านขายยา-ร้านแว่นตาสำหรับผู้ใช้คอนแท็คเลนส์) หรือจะหลับตา 5-10 วินาที พักสายตาก็ดี
3. ปิดคอมพิวเตอร์ทันที เมื่อไม่ใช้งาน
ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโน้ตบุ๊กทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน ปิดแท็บเล็ต อย่านำโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ตัวมากนัก เพื่อลดระยะเวลาในการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และความเครียด
4. เดินเท้าเปล่าบนดินบ้าง
มนุษย์ออฟฟิศ รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากอุปกรณ์การทำงานมากมาย หรือจะว่าไปก็ทุกคนที่ใช้สมาร์ทโฟน รับประจุไฟฟ้าไว้ในตัวจนเกินไป ควรสละเวลาเอามันออกไปซะบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี โดยการเดินเท้าเปล่าบนดิน หรือหญ้าที่ปลูกบนดิน เพื่อปล่อยประจุไฟฟ้าจากร่างกายลงดิน
5. อย่าคลายเครียดด้วยการกินจุบจิบ
การทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องจักรผลิต “มนุษย์อ้วน” หรือ “สาวสะโพกบาน” กว่าจะรู้ตัวก็ตัวกลมไปแล้ว ด้วยการนั่งกินนู่นนี่นั่นทั้งวัน ลูกอม สแน็ค น้ำอัดลม ขนมหวาน ฯลฯ หากอยากกินอะไรหวานๆ แก้เครียด เราแนะนำ น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งเย็นๆ ดีกว่า
6. กรี๊ดบ้างก็ได้
ความเครียดเกิดได้ตลอดเวลา จากเจ้านายอาละวาด ลูกค้าตวาด เพื่อนร่วมงานไม่ได้ดังใจ อย่าเก็บกด สู้กับความอยุติธรรมในโอกาสที่ทำได้แบบไม่กระทบกับเงินเดือนหรือตำแหน่ง พูดระบายกับคนที่ไว้ใจได้ กรีดร้อง กรี๊ดๆๆ ในห้องน้ำช่วงปลอดคน หรือในตอนขับรถคนเดียว จะทำให้รู้สึกโล่งใจขึ้นได้จริงๆ
7. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
ยืดเส้นที่โต๊ะทำงานช่วยให้ผ่อนคลายได้ เช่น เหยียดแขน ไขว้-บิดแขน หมุนคอ ยืดไหล่หมุนไหล่ เหยียดขา ออกไปเดินเล่นสักพักสูดอากาศนอกห้องแอร์บ้าง เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ดีกว่านั่งหลังขดหลังแข็งนานๆ และ ไม่ควรนั่งไขว่ห้างทำงานนานๆ เป็นท่านั่งที่ต้องเทน้ำหนักไปด้านใดด้านหนึ่งซ้ำๆ นาน ๆ เส้นเลือดใหญ่ที่ต้นขาทั้งสองจะถูกแรงของขาทั้งสองข้างบีบเอาไว้ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หัวใจจะทำงานหนักขึ้น เพราะต้องสูบฉีดเลือดให้ร่างกายลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ให้ทั่วถึง
8. ท่านั่งต้องถูกต้อง
วางแขนขนานราบกับพื้น แป้นพิมพ์อยู่ในระดับต่ำกว่าข้อศอกเล็กน้อย จะไม่รู้สึกเมื่อย นั่งหลังตรง หน้าจออยู่ระดับสายตา หรือต่ำกว่าระดับสายตา 10-20 องศา ไม่เงยหน้าหรือก้มหน้าจนเกินไป อย่านั่งไหล่ห่อ หลังค่อม เพราะนอกจากจะเสียบุคลิกภาพแล้วยังจะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้
9. มีสิทธิ์ควรใช้ ลาพักร้อนให้เป็น
อย่าให้คำว่า “ลาพักร้อน” มีเขียนไว้ในระเบียบข้อบังคับของบริษัทเท่านั้น อย่าบ้างานเกินเหตุ ภูมิใจกับคำว่า “ไม่เคยลาพักร้อน” ควรใช้มันให้คุ้ม บ้างานจนร่างกายและจิตใจทรุดโทรมไม่มีผลดีกับสมอง มนุษย์ก็ไม่ต่างกับอุปกรณ์สำนักงานหรือคอมพ์-มือถือ เพราะต่างต้องการเวลาชาร์จแบตฯ หาเวลาไปพักผ่อนจริงจัง หลีกหนีจากงานชั่วขณะ เพื่อเติมพลังชีวิตให้กลับมาทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
จงรู้จักคำว่า “Work Smarter, Not Harder” การตรากตรำทำงานหนักกับสมองมึนงงไม่ใช่เรื่องที่ดี คนทำงานอย่างชาญฉลาดในสภาพสมองแจ่มใสต่างหาก จึงจะมีผลงานที่ดีเข้าตากรรมการ
Translate »